2553-02-22

20ขั้นตอนการ แต่งหน้า หลักสูตรเรียนรู้พื้นฐาน


การ แต่งหน้า ( make-up) เป็นการแต้มสีสันลงบนใบหน้าให้ดูสวยงาม สดชื่นแก่ผู้พบเห็น มีวิธีการปฏิบัติดังนี้



1.การใช้ผ้าคาดศีรษะ


โดยใช้ผ้าคาดศีรษะให้เรียบร้อย แล้วใช้ครีมล้างหน้าแตะที่หน้าผากจมูก แก้มและคาง



2.การคลึงครีมล้างหน้า


โดยใช้นิ้วกลางและนิ้วนาง คลึงครีมล้างหน้าให้ทั่วใบหน้า



3.การทำความสะอาดใบหน้า


โดยใช้กระดาษทิชชูเชิดครีมบนใบหน้า และใช้ผ้าขนหนูชุบน้ำอุ่น บีบพอหมาดๆ เช็ดอีกครั้งให้สะอาด



4.การแต่งรูปคิ้ว


ใช้ใบมีดโกนแต่งรูปคิ้วตามลักษณะของใบหน้า และเช็ดออกด้วยกระดาษทิชชู



5.การใช้โลชั่น


ใช้สำลีแตะโลชั่นมาแตะให้ทั่วใบหน้า เพื่อช่วยปรับสภาพของผิวหน้าและช่วยกระชับรูขุมขน



6.การทาครีมรองพื้นหน้า


ใช้นิ้วกลางแตะครีมรองพื้นมาแต้มที่หน้าผาก จมูก แก้มและคาง



7.การเกลี่ย ครีมรองพื้น


ใช้ฟองน้ำชุบน้ำบีบพอหมาดๆ เกลี่ยครีมรองพื้นเบาๆ ให้ทั่วใบหน้าและลำคอ เพื่อให้ครีมรองพื้นกลมกลืนกับผิวหน้า



8.การใช้พัฟฟ์


ใช้พัฟฟ์แตะแป้งฝุ่นมาแตะให้ทั่วใบหน้า และลำคอเพื่อให้ใบหน้าขาวนวล



9.การปัดขนคิ้ว


ใช้แปรงปัดขนคิ้วให้ได้รูปตามรูปคิ้ว



10.การเขียนคิ้ว


ให้ใช้ดินสอเขียนคิ้วสีน้ำตาล เขียนตามรูปคิ้ว และใช้แปรงปัดขนคิ้วให้เป็นระเบียบ จะทำให้ขนคิ้วได้รูปสวยงาม



11.การทาอายเชโดว์

ใช้แปรงแตะอายเชโดว์สีอ่อนมาทาให้ทั่วเปลือกตา และทาอายเชโดว์สีกลาง จากปลายหางตามาหาหัวตา ตรงเส้นของรอยพับ

เปลือกตาทาบางๆ ทาอายเชโดว์สีเข้มทับอีกครั้งหนึ่ง แต่เน้นที่ปลายหางตาทั้งบนและล่างให้ปัดเฉียงขึ้นเล็กน้อย



12.การเขียนขอบตาล่าง


ใช้ดินสอเขียนขอบตาล่าง จากหัวตาไปหางตาเบาๆ เพื่อให้ตาดูเข้มขึ้น



13.การเขียนขอบตาบน


ใช้อายลายเนอร์สีดำเขียนขอบตาบน เวลาเขียนให้หลับตา และเขียนจากหัวตาไปหางตา สำหรับผู้ที่ต้องการให้ตาดูเข้มขึ้น



14.การดัดขนตา


ให้ใช้ที่ดัดขนตา มาดัดขนตา เพื่อให้ขนตางอนขึ้น



15.การปัดขนตา


ใช้มาสคาร่าปัดขนตาจากขนตาล้างขึ้นบน และจากโคนขนตาไปยังปลายขนตา และปัดที่ขนตาล่างเพื่อช่วยให้ขนตาดูหนา

และดำกว่าธรรมชาติ



16.การทาแก้ม

ใช้ปรัชออนทาปัดบริเวณโหนกแก้มบางๆ ไปยังขมับปัดซิกแซ็ก เกลี่ยให้กลมกลืน เพื่อเพิ่มสีสันให้กับใบหน้า



17การทารองพื้นปาก


ใช้พู่กันทาปากแตะรองพื้นปาก (ลิปกลอส) ทาให้ทั่วริมฝีปากเพื่อให้ปากชุ่มชื้น



18.การเขียนขอบปาก


ใช้ดินสอเขียนขอบปากสีเดียวกับลิปสติก เพื่อช่วยให้ได้รูปปากตามต้องการ



19.การทาลิปสติก


ใช้พู่กันแตะลิปสติกทาริมฝีปากตามรูปปากให้เต็ม เริ่มจากกลางริมฝีปากไปมุมปากให้เท่ากันทั้งริมฝีปากบนและล่างเพื่อเพิ่มสีสันให้แก่ริมฝีปาก



20.การใช้พัฟฟ์แตะแป้งฝุ่น


แตะให้ทั่วใบหน้าอีกครั้ง ก็จะได้ใบหน้าที่สวยงาม เอาผ้าโพกศีรษะออก หวีผมตามรูปทรง
 
ที่มา: http://www.handbtoday.com/

รูปผลงานการแต่งหน้า ทำผม ของฝ้ายค่ะ


ฝ้ายได้รวบรวมรูปผลงานการแต่งหน้า ทำผม มาไว้ที่นี่ค่ะ


2553-02-18

มารู้จักการแต่งตัวแบบญี่ปุ่น vs เกาหลีกัน

มารู้จักการแต่งตัวแบบญี่ปุ่น vs เกาหลีกัน




แต่ก่อนนั้น เรื่องแฟชั่นเราต้องยกให้ชาวญี่ปุ่นเค้า ไม่ว่าจะแต่งหวานๆ แต่งแปลกๆ แต่งเท่ๆ เก๋ไก๋ แต่ทุกวันนี้เรารับกระแสเกาหลีเข้ามาตั้งแต่ แดจังกึม ฟูลเฮ้าส์ ดงบังชินกิ วันเดอร์เกิล์ล ฯลฯ ดังนั้นหากพูดถึงเรื่องแฟชั่นแล้ว ปัจจุบันนี้คงจะหนีไม่พ้นแฟชั่นที่มาแรงแซงทางโค้ง นั่นก็คือ "แฟชั่นสไตล์เกาหลี" กระแสนิยมที่กำลังมาแรงในปัจจุบัน


แฟชั่นในยุคนี้ "เทรนด์เกาหลี" เริ่มเข้ามาในสังคมไทยเรามากสุด ๆ เมื่อพูดถึงคำ ๆ นี้คงไม่มีใครที่ไม่รู้จักนะคะ กระแสที่มาแรงทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมทางด้านการบันเทิง ดารา นักร้อง ซีรี่ส์ต่าง ๆ ในด้านของภาษาก็เป็นที่นิยมไม่น้อยหน้ากันเลยทีเดียว เดี๋ยวนี้มีจำนวนนิสิตนักศึกษาไม่น้อยที่สนใจและเลือกเรียนภาษาเกาหลีมากขึ้น พวกเราเริ่มรู้จักวัฒนธรรมเกาหลีกันมากขึ้นด้วย ไม่ว่าจะเป็นด้านอาหารการกิน การทักทาย และแฟชั่นเสื้อผ้า เพราะว่าคนเกาหลีเน้นสวมเสื้อผ้าตามฤดูกาลแตกต่างกันไป แต่ละฤดูมีลักษณะการแต่งกายที่ไม่เหมือนกัน เช่น




ฤดูใบไม้ผลิ หรือที่ภาษาเกาหลีเรียกว่า "พม" ฤดูนี้เสื้อผ้าจะเน้นสีเสื้อผ้าที่ฉูดฉาด สดใส เสื้อผ้ามีหลากหลายสไตล์ด้วยกัน



ฤดูร้อน หรือที่ภาษาเกาหลีเรียกว่า "ยอรึม" ในฤดูนี้เสื้อผ้าจะเน้นสีสดใสเช่นกัน แต่โทนสีอ่อนลงมากกว่า ลักษณะเสื้อผ้าจะเป็นเสื้อกล้าม เสื้อสายเดี่ยว กางเกงขาสั้น กางเกงสามส่วน เป็นต้น


ฤดูใบไม้ร่วง หรือที่ภาษาเกาหลีเรียกกันว่า "คาอึล" ในฤดูนี้เสื้อผ้าจะเน้นเสื้อผ้าสีทึบ ๆ มืด ๆ เช่น สีน้ำเงิน สีน้ำเงินเข้ม สีกรมท่า สีน้ำตาล


ฤดูหนาว หรือที่ภาษาเกาหลีเรียกกันว่า "คยออูล" ฤดูนี้เสื้อผ้าส่วนใหญ่เน้นสีดำเป็นหลัก เสื้อแขนยาวสีเข้ม เสื้อกันหนาวสีดำ เสื้อไหมพรมใส่คู่กับผ้าพันคอสีเข้ม ๆ


เสื้อสไตล์เกาหลี โดยส่วนใหญ่แล้วจะใส่เสื้อสองตัวซ้อนกัน เหตุเป็นเพราะว่าอากาศในประเทศเกาหลีค่อนข้างหนาวเย็น เพราะฉะนั้นจึงเน้นเสื้อตัวยาว ๆ โทนสีอาจตัดกันหรือเป็นโทนเดียวกัน ขึ้นอยู่กับความชอบ ส่วนกางเกง มักเป็นกางเกงประมาณเข่า มีผ้าผูกเอวประดับแทนเข็มขัด ในฤดูหนาวจะเป็นกางเกงขายาวแทน


สำหรับผู้หญิง ก็จะเป็นกระโปรง ส่วนใหญ่แล้วออกแนวหวาน ๆ น่ารัก ๆ หากเป็นกระโปรงสั้น นิยมใส่เล็กกิ้งไว้ด้านใน แต่ส่วนมากผู้หญิงเกาหลีนิยมใส่ชุดแซ็ก


รองเท้า ใส่รองเท้าส้นสูงเป็นหลัก หรือรองเท้าบู๊ต อาจจะเป็นเพราะสภาพอากาศ ลักษณะสีสันออกโทนสีพื้น ๆ


เครื่องประดับ ส่วนใหญ่ใช้เพชรคริสตัลเป็นส่วนประกอบ ลักษณะเหมือนทองคำขาว เงิน ไม่นิยมนำทองมาเป็นส่วนประกอบนะคะ


ทรงผม เน้นความเป็นธรรมชาติ นิยมดัดเป็นลอน ๆ คลื่น ๆ ทำผมให้ดูยุ่ง ๆ เป็นธรรมชาติ ทรงนี้สามารถทำได้ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย


เครื่องประดับผม ที่กำลังเป็นที่นิยมกันในตอนนี้ คือ "ที่คาดผมแบบทูอินวัน" (คาดหนึ่งอันแต่ดูเหมือนมีสองอัน) มีลักษณะแยกเป็นสองแฉกด้วยกัน มีสีสันสดใส มีลักษณะเป็นเพชร วับ ๆ หรือตามวัสดุที่ประดิษฐ์มา หรือเป็นกิ๊บติดผมแนวน่ารัก ๆ กุ๊กกิ๊ก


รวมไปถึง "แฟชั่นการแต่งหน้าแบบเกาหลี" ที่เป็นกระแสมาแรงสุด ๆ ในตอนนี้ การแต่งหน้าแบบเกาหลีจะเน้นแบบธรรมชาติเป็นหลัก การแต่งหน้าแบบนี้คนไทยเราก็กำลังฮิตกันมาก ๆ ลักษณะการแต่งหน้าแบบนี้ นอกจากจะดูสวยอย่างธรรมชาติแล้ว ยังให้ความรู้สึกที่สดใสอีกด้วย




1. คนเกาหลีเวลาแต่งหน้าจะเน้นที่ "ดวงตา" เป็นหลัก อาจเป็นเพราะว่าคนเกาหลีมีจุดอ่อนที่ตา หมายถึง ตาตี่ และมีชั้นเดียว สามารถลังเกตได้จากการที่คนเกาหลีทำศัลยกรรม ส่วนใหญ่แล้วคนเกาหลีเน้นทำตาสองชั้นเป็นหลัก แต่สำหรับคนที่ไม่ทำศัลยกรรมจะมีการแต่งดวงตาให้ดูคมชัดขึ้นและเป็นธรรมชาติ โดยเลือกสีอายแชโดว์ให้เข้ากับสีผิว หรือสีขนตา และควรใช้ประมาณ 3 สี โดยทาไล่ตามเฉดโทนอ่อนที่สุดไปจนถึงเข้มที่สุด และลงสีที่หนึ่งที่เป็นโทนสีอ่อนสุดบริเวณเปลือกตา ทาสีที่สองลงตรงบริเวณจุดกึ่งกลางของตา และเกลี่ยขึ้นข้างบน แล้วไล่สีที่สามจากหางตามาถึงบริเวณกึ่งกลางตาแล้วเกลี่ยขึ้น ลงสีที่เข้มที่สุดตามแนวชิดขอบตาอีกครั้ง และเกลี่ยให้เรียบเนียน



2. ถ้าอยากให้ดวงตาดูสวยคมชัดยิ่งขึ้น อย่าลืมเขียนขอบตาด้วย แต่ควรเป็นชนิดเค้กอายไลเนอร์ เพราะดูซอฟต์เป็นธรรมชาติมากกว่า และไม่ควรเขียนแบบตวัดปลายขึ้น เขียนสีดำเฉพาะขอบตาบนเท่านั้น ซึ่งจะลากให้เป็นเส้นเล็กที่สุดโดยแทรกเข้าไประหว่างขนตา ค่อย ๆ แทรกซึมเข้าไป จากหัวตาจนถึงหางตาเท่า ๆ กัน และใช้แปรงเกลี่ยเพื่อไม่ให้เห็นเป็นเส้นขอบวาด



3. ส่วนขอบตาล่าง ให้ใช้สีขาวเขียนที่ขอบตา โดยเขียนที่ขอบตาด้านใน อีกเทคนิคที่ทำให้ดวงตาดูมีเสน่ห์น่าค้นหามากยิ่งนั่นคือใส่ขนตาปลอม ซึ่งนิยมแซมขนตาแบบที่เป็นช่อ เพราะดูเป็นธรรมชาติมากกว่าเป็นแผง การดัดขนตาให้งอนเริ่มจากโคนไล่ขึ้นไปที่ปลายและปัดมาสคาร่าทั้งขนตาจริงขนตาปลอมพร้อมกัน วิธีนี้ทำให้ขนตาจริงกับขนตาปลอมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกัน ดูเป็นธรรมชาติ


แฟชั่นญี่ปุ่น



ส่วนการแต่งตัวแบบชาวญี่ปุ่น ก็ยังไม่ได้หายไปไหน แต่บางคนอาจไม่รู้ว่า ที่เค้าแต่งๆ กันนั้น เรียกว่ายังไง วันนี้เย็นตาโฟรวบรวมมาให้อ่านกันค่ะ


แฟชั่นญี่ปุ่น


แฟชั่นวัยรุ่นสไตล์ญี่ปุ่นตอนนี้ที่มาแรงสุดๆ ก็คงจะเป็น เสื้อผ้า ประเภท Gothic & Lolita และ Punk เรามาเริ่มรู้จักกันเลยดีกว่าว่าแต่ละสไตล์เป็นอย่างไร...
 
Gothic (โกธิค)


แฟชั่นแนวนี้ส่วนมากจะเน้นไปในเรื่องของโทนสีที่ดูครึมๆ ลึกลับๆ ซึ่งเป็นแฟชั่นแบบ “Dark Style” มักจะเป็นสีดำซะส่วนใหญ่ แต่ก็อาจจะมีส่วนประกอบเป็นสีขาว หรือสีแดง ตามแต่สไตล์ของแต่ละคน



ที่มาของแฟชั่นแนวนี้มาจากทางยุโรปเหนือและแถบอังกฤษค่ะ ซึ่งต้นกำเนิดอยู่ที่ชาวพื้นเมือง เรียกว่า “ชาวโกธิค” ซึ่งเราจะเห็นแฟชั่นสไตล์นี้ในหนังผี เช่น พวกท่านเคาน์, แวมไพร์ หรือพวกแม่มดในเทพนิยายที่ดูเรียบแต่หรูนั่นเอง หรือถ้าใครเคยอ่านหนังสือการ์ตูนเรื่อง “หนุ่มหล่อเฟี้ยว แปลงโฉมสาว” (Yamatonadeshiko) ก็จะเห็นการแต่งการสไตล์ Gothic ในเรื่องด้วยนะคะ


Lolita หรือ Lolita Baby (โลลิต้า)


ส่วนมากแฟชั่นแนวนี้จะเป็นที่นิยมในกลุ่มวัยรุ่นสาวๆ มากกว่า เพราะจะออกแนวหวานแหว๋วเหมือนตุ๊กตาน่ารักนะคะ เสื้อผ้าในแนวนี้จะเน้นไปทางลูกไม้ ระบาย และสีผ้าที่ดูหวานๆ เช่น สีชมพู สีขาว ซะส่วนใหญ่แฟชั่นแบบ Lolita คือการนำเอาแบบชุดของตุ๊กตาของเด็กผู้หญิงและชุดของเชื้อพระวงศ์ (พวกเจ้าหญิงน่ะคะ)นำมาประยุกต์ใช้กันให้เหมือนเจ้าหญิงน้อยๆในเทพนิยาย แฟชั่นแนวนี้เป็นที่นิยมมากในผู้ดีสมัยก่อนในแถบยุโรป เช่น อังกฤษ ฝรั่งเศส และได้แพร่หลายไปในอีกหลายประเทศโดยเฉพาะญี่ปุ่น



Neo Lolita (นีโอโลลิต้า)


Neo Lolita (นีโอโลลิต้า) Neo Lolita เป็นการนำสไตล์ Lolita มาประยุกต์ให้เป็นแบบที่ทันสมัย แต่ยังคงความคลาสสิกเอาไว้ เป็นแฟชั่นที่ได้รับความนิยมมากในญี่ปุ่นโดยเฉพาะสาวๆ เพราะโทนสีจะหวานๆ นอกจากนั้นยังใช้ผ้าลายสก็อตมาตกแต่งอีกด้วย



Gothic & Lolita


Gothic & Lolita แฟชั่นสไตล์ Gothic & Lolita คือ การนำเอาแฟชั่นแนว Gothic และ Lolita มารวมกัน โดยนำเอาความลึกลับของแนว Gothic และความหวานที่เป็นเอกลักษณ์ของแนว Lolita มาผสมผสานกันทำให้เกิดเป็นแนวใหม่ คือ Gothic & Lolita ที่เห็นเด่นชัดที่สุดคงจะเป็นเสื้อผ้าของ Mana วง Malice Mizer


Punk




Punk หรือ UK.Punk (พังค์) แฟชั่นสไตล์ Punk เริ่มตั้งแต่ยุคปลายของปี’60 และถิ่นกำเนิดของแฟชั่นแนวนี้คือประเทศอังกฤษ สมัยนั้นจะเริ่มในกลุ่มเล็กในยุคที่มีการปฏิวัติและเหตุจลาจลกลางเมือง ซึ่งแนวนี้จะออกแนวรุนแรง เช่น มีการเจาะตามร่างกาย การเพ้นท์หรือสัก แฟชั่นแนวนี้จะเน้นโทนสีดำเป็นหลัก นิยมทั้งผู้หญิงและผู้ชาย นิยมแต่งหน้าและเขียนตากับปากด้วยสีดำ โดยจะมีส่วนประกอบของผ้าที่เป็นตาข่าย และเศษผ้าลุ่ยๆ ส่วนเครื่องประดับส่วนใหญ่จะเป็นเข็มขัด โซ่และหมุดเหล็ก โดยจะเห็นได้จาก วงร็อกของอเมริกานั่นเอง



Punk หรือ UK.Punk (พังค์)



JAP’Punk (เจแปนพังค์) เป็นพังค์ที่ประยุกต์ให้เข้ากับสไตล์ของญี่ปุ่น ต้นแบบมาจาก UK.Punk และการ์ตูนเรื่อง NANA ของ Ai Yazawa พังค์ในแบบญี่ปุ่นบางทีก็จะอาศัยประยุกต์ระหว่างผ้าลายญี่ปุ่นมาบวกกับการออกแบบในแนวพังค์

เด็กแนวสไตล์ญี่ปุ่น


แฟชั่น Gal


พูดถึงแฟชั่นญี่ปุ่นยุคแรกๆ เลย ใครๆ ก็ต้องนึกถึงสาวน้อยหน้าใส ใส่ถึงเท้ายาวๆ ย่นๆ ที่เรียกว่า

Loose Socks .. ถือว่าเป็นแฟชั่นของเด็กวัยรุ่นยุคดั้งเดิมเลยทีเดียว (ราวๆ ก่อนปี 1998) ซึ่งตอนนี้ก็ยังมีแต่งกันอยู่ แฟชั่นแบบนี้ เราเรียกว่า Gal โดยมีกฎง่ายๆ เพียงแค่


1. มีความมั่นใจในความน่ารักของตัวเอง

2. แต่งตัวออกใสๆ น่ารักไว้ก่อน

3. พูดด้วยน้ำเสียงสูงหวาน

4. นุ่งมินิสเกิร์ต (แม้จะเป็นชุดนักเรียน) พร้อม Loose Sock เรียกได้ว่า ขายความใสล้วนๆ เลยก็ว่าได้




แฟชั่น Gankuro


สาวๆ จะนิยมทาหน้าทาตัวให้ดำ และย้อมผมสีทอง ใส่ไมโครสเกิร์ตและรองเท้าบูต ซึ่งเราจะเรียกว่า แฟชั่น Gankuro-หน้าดำ ซึ่งนับว่า เป็นแฟชั่นที่หลุดโลกมากทีเดียว


แฟชั่น Manba


สไตล์ Manba นั้น ดูเผินๆ จะคล้ายกับกังคุโระมากทีเดียว เพราะจะทาผวิและหน้าสีดำเหมือนกัน แต่จะต่างกันตรงที่ Manba นั้นมักย้อมผมสีขาว (หรือไม่ย้อมผม) แต่งขอบตา ขอบปากให้เป็นสีขาวมากๆ และจะไม่แต่งตัวเน้นความเท่ แต่จะเน้นความน่ารักแทน นิยามสีชมพู และมักมี Accessory น่ารักติดตัวเสมอ มักพูดลงท้ายด้วยคำว่า nyan (คล้ายเสียงแมวร้อง) ซึ่งถ้าเป็นกลุ่มผู้ชาย เราจะเรียกว่า Center Guy ซึ่งจะเน้นความน่ารักไม่แพ้กัน
 

5 กฎเหล็ก Japanese Make Up Style


1. ผิวหน้าจะต้อง เนียน กระจ่างใส ไร้ริ้วรอย

2. ปัดแก้มด้วยสีชมพูเรื่อ หรือ สีพีช

3. ตาจะต้องดูกลมโ ต ขอบตาชัด มีประกายวิ้ง วิ้ง ขนตายาว หนา และงอน

4. คิ้วโก่งเป็นเอกลักษณ์ สีคิ้วเดียวกับสีผม

5. ปากอวบอิ่ม สีนู้ดบางใส และเคลือบกลอสเป็นเงา
 
 
ที่มา : http://www.sanook.com/

แต่งหน้ารับปริญญาให้สวย




ขั้นแรก:เตรียมพร้อมผิวหน้า
อย่างแรกต้องเตรียมผิวหน้าให้ดีที่สุด อย่าให้ใบหน้าหมองหรือเป็นสิว ข้อนี้สำคัญอันดับต้นๆเลยค่ะ ต้องนอนพักผ่อนให้เต็มที่ ดื่มน้ำให้เพียงพอ และอย่าเครียด

Tips
คนที่ใต้ตาคล้ำ ให้นำมันฝรั่งมาฝานเป้นแผ่นบางๆแปะไว้ใต้ตา ทิ้งไว้สัก 10 นาทีแล้วล้างน้ำออก ทำก่อนนอนหรือตอนตื่นนอนก็ได้
สำหรับคนที่ใบหน้ามัน ให้นำมะเขือเทศสับละเอียดมาพอกหน้าทิ้งไว้ 10 นาทีก่อนนอน ถ้าใครเป้นผิวอักเสบ ให้เอาน้ำผึ้งทาทิ้งไว้ 10 นาทีแล้วล้างออก
สำหรับคนผิวแห้ง ให้เอาโยเกิรืตมาทาทิ้งไว้ 10 นาทีแล้วล้างออกค่ะ

อีกอย่างที่อยากจะเตือน คืออย่าได้ไปเข้าคอร์สบำรุงหน้าหรือทำอะไรกับใบหน้าก่อนวันงาน เพราะอาจจะเกิดการแพ้จนหน้าเห่อ บวม ทางที่ดีควรลองทำก่อนที่จะถึงวันงานสักระยะหนึ่งจึงจะปลอดภัยค่พ


การแต่งหน้า


- ให้แต่งหน้าแล้วดูเป็นธรรมชาติที่สุด ไม่ต้องเน้นสีสันหรือแต่งหน้าแนวแฟชั่นอย่าเลือกสีลองพื้นหรือแป้งที่เข้มหรืออ่อนกว่าผิวจริง เพราะเวลาถ่ายรูปจะดูหลอก หน้าลอย อย่าลืมลงรองพื้นหรือทาแป้งที่ลำคอด้วย
- เลือกลองพื้นแบบกันน้ำ หรือแบบที่ติดทนนานเป็นพิเศษ เพราะอากาศร้อน และเหงื่อจะอกมามาก
- เน้นโทนสีน้ำตาล ซึ่งเหมาะกับสีผิวคนเอเชียที่สุด พวกสีชมพูอมน้ำตาลหรือส้มอมน้ำตาลก้ใช้ได้เช่นกัน หรืออาจจะใช้เครื่องสำอางที่มีประกายมุกช่วยในจุดที่ต้องการเน้น เช่น ดวงตาหรือโหนกแก้ม แต่
ต้องระวังอย่าให้ลิปสติกที่เป็นกลอสมากจนเกินไป เพราะเวลาถ่ายรูปออกมาแล้วดูไม่สวย และติดไม่ทนด้วย
- สาวผิวคล้ำไม่แนะนำให้ใช้รองพื้นหรือแป้งสีอ่อนเพื่อให้หน้าดูสว่างขึ้น แต่ให้เล่นที่สีแต่งเปลือกตาหรือทาปาก เช่น ใช้สีส้มโทนสีพาสเทลประกายมุก หรือพวกน้ำตาลประกายทอง ก็สวยดี
- ถ้าไม่มั่นใจและไม่อยากแต่งหน้าเอง ควรติดต่อมืออาชีพมาช่วยโดยด่วน แนะนำให้ใช้เคาน์เตอร์เครื่องสำอางตามห้างสรรพสินค้าแต่ต้องจองล่วงหน้า และควรแต่งหน้าหรือแต่งตาอย่างที่เราเคยแต่งเป็นประจำ
ไปก่อน เพื่อที่เขาจะได้รู้ว่าเราชอบแบบไหน หรือจะติดแป้งสีที่ใช้ประจำหรือรองพื้นที่ชอบไปให้เขาดูด้วย ก็ไม่ผิดกติกา


เครื่องประดับ

เล็บ : ควรเลือกสีธรรมชาติหรือเคลือบมันด้วยสีชมพูอ่อนๆ แต่ถ้าอยากต่อเล็บ ไม่ควรเกินเบอร์สอง และห้ามทาสีเข้มๆสดๆอย่างสีแดงหรือส้มเด็ดขาด
เครื่องประดับ: ถ้าทางมหาวิทยาลัยให้ใส่ต่างหูได้ ก็ควรใส่ขนาดเล็กสีเงินจะเหมาะที่สุด สวมแหวนได้ 1-2 วง เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว


ทรงผม

ทีนี้มาถึงปัญหาใหญ่อีกเรื่อง หลายครั้งที่เราตั้งใจไปเกล้าหรือไปทำผมที่ร้าน แต่กลายเป็นว่าทรงผมที่ออกมาดูตั้งใจเกินไป หรือประดิดประดอยเสียจนกลายเป็นเจ้าสาวจะไปงานแต่งงานเสียนี่ ทางที่ดีควร
เลือกทรงผมที่ทำให้เรามั่นใจ นั่นคือทรงที่ไม่ทำให้เราแปลกไปจากเดิมมากนัก ทรงที่รับประกันว่าไม่ผิดหวังคือ ทรงรวบครึ่งศรีษะ แล้วปล่อยปลาย อาจจะเพิ่มลูกเล่นตรงปลายผมด้วยการทำงุ้มหรือจะม้วนโรลให้เ
เป็นลอนก็ได้ แต่ไม่ควรปล่อยผมยางสยายตามธรรมชาติเพราะอากาศร้อน หรือถ้าลมแรงก็จะพัดผมปลิวมาบังหน้า พานทำให้เสียบุคลิกเปล่าๆ
ส่วนคนผมสั้น คุณโชคดีแล้วค่ะ แค่เซตให้เป็นทรง เปิดใบหน้าให้เห็นชัดเจน ใส่ต่างหูคู่เล็กๆ(ถ้าทางมหาวิทยาลัยอนุญาต)เท่านี้ก็สวยเก๋แล้ว


ทรงที่ควรทำคือ

- รวบครึ่งศรีษะ และบิดผมด้านหลังที่รวบมาให้เป็นเกลียวสวยๆ
- รวบมวยต่ำๆแล้วปล่อยปอยผมด้านหน้าตามธรรมชาติ
- หนีบผมด้วยโรลให้ม้วนเป็นลอน จากนั้นรงบเป็นหางม้า
- เกล้าผมแบบเป็นธรรมชาติคือไม่ต้องประดิษฐ์มาก และให้มีปอยผมเบาๆรอบใบหน้า
- ถักเปี่ยเดี่ยว ให้เอียงปลายมาอยู่ที่ด้านใดด้านหนึ่งด้านหน้า


ทรงผมที่ไม่ควรทำ คือ

- เกล้ามวยและทัดดอกไม้
- ไปดัดให้เป็นผมหยิกโดยที่ไม่เคยลองดัดมาก่อน
- ทำทรงเจ้าหญิง คือเกล้าสูงแล้วติดเครื่องประดับไว้บนศรีษะ
- ปล่อยสยายยาวไปเลย
- คาดผมด้วยผ้าลูกไม้หรือที่รัด
- ถักเปียหรือรักแกละทั้งสองข้าง

เมื่อเตรียมพร้อมและแต่งตัวทุกขั้นตอนเรียบร้อยแล้ว ลองถ่ายภาพตัวเองด้วยกล้องดิจิทัลดูค่ะ จะได้รู้ว่าเวลาถ่ายจริงแล้วจะดูเยอะหรือน้อยไปไหม รวมทั้งจะได้เตรียมจัดท่าทางให้ดูสวยสง่า วิธีการยืนวางมือวางไม้
ให้เหมาะสม และเมื่อถึงวันรับปริญญาสุดพิเศษของเราก็อย่าลืมติดอุปกรณ์แต่งหน้าระหว่างวันไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นกระดาษซับหน้า พัดหรือพัดลมอันเล็กๆ กระจกส่องหน้า คอตต้อนบัด หวี สเปรย์ ไปจนถึงรองเท้า
สำรองเผื่อรองเท้ากัด หรือถ้าใครมีคนไปช่วยถือของ ให้เตรียมผ้าขนหนูผืนเล็ก ชุบน้ำเย็น หรือบิดให้แห้ง นำมาวางบนใบหน้าเบาๆเพื่อซับเหงื่อ ช่วยให้หายเหนี่ยวหน้า และยังทำให้สะอาดสดชื่นโดยที่เมคอัพ
ไม่หลุดติดออกมาด้วย ที่สำคัญ อย่าลืมยิ้มเข้าไว้นะคะ วันพิเศษของเราทั้งที ยินดีด้วยค่ะ

ที่มา : http://www.sudsupda.com/

วิธีแต่งหน้าแบบสาวเกาหลี




การแต่งหน้าของเกาหลีจะเปลี่ยนไปตามฤดูทั้ง 4 ฤดู เช่น ฤดูร้อนนิยมแต่งแบบ Pearl Make-up นิยมสีฟ้าซึ่งทำให้รู้สึกดูสดชื่น ฤดูใบไม้ผลิใช้สีส้ม ชมพู ฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาวใช้สีน้ำตาล สีทอง สีขาว สีเทา แต่ที่เป็นที่นิยมอยู่คือ การแต่งหน้าแบบ Natural Make up สไตล์สโมกกี้อาย เน้นดวงตากลมโต

การแต่งหน้าแบบธรรมชาติ คือ การแต่งหน้าในแบบที่แต่งหน้าแล้วแต่ดูสวยใสราวกับไม่ได้แต่งหน้า ซ้ำยังสามารถปกปิดจุดด้อย และเสริมสร้างจุดเด่นบนใบหน้าให้สวยขึ้นได้อีก การแต่งหน้าสไตล์ Natural Make-up นั้น การลงรองพื้น และการเขียนคิ้ว ถือเป็นส่วนที่สำคัญที่สุด ถ้าเราลงรองพื้นและเขียนคิ้วเสร็จแล้ว ถือได้ว่าเราแต่งหน้าเสร็จไปแล้ว 70% โดยเลือกตามสีผิวของเราเอง และลงรองพื้นให้เบาบางที่สุด และใช้คอนซิลเลอร์ปกปิด สิว ฝ้า กระ รอยจุดด่างดำ แผลเป็น เท่านั้น จะทำให้หน้าดูเบาบาง

ส่วนการเขียนคิ้ว นิยมเขียนคิ้วตามรูปคิ้วจริง ควรใช้ดินสอเขียนคิ้ว (Ebony Pencil) สกรูว์บรัช, และ แชโดว์บรัช ในการเขียนคิ้ว เพื่อจะทำให้คิ้วออกมาดูเป็นธรรมชาติ เวลาเขียนคิ้วพยายามอย่าให้โหนกคิ้วสูงจนเกินไป ทำให้รู้สึกนุ่มมากที่สุด การทาอายแชโดว์ ให้ใช้สีชมพูเป็นพอยต์ (Point) เพื่อให้เกิดความรู้สึกที่สว่างและเพิ่มส่วนที่เป็นไฮไลต์ โดยใช้แชโดว์ที่เป็นมุกจะให้ความรู้สึกที่ดูใส สว่าง เขียนขอบตาเฉพาะขอบตาบน นิยมใช้สีพาสเทล บลัชออน

การปัดแก้มควรใช้บลัชออนสีชมพูที่เป็นธรรมชาติปัดบนส่วนที่เป็นโหนกแก้ม (โดยลองยิ้มดูแล้วปัดตรงส่วนที่นูนขึ้นมามากที่สุด) แต่อย่าทามากเกินไป เพราะจะทำให้รู้สึกไม่เป็นธรรมชาติ

ลิปสติก ไม่เน้นขอบปากมาก ทาลิปโทนสีแดงทาแค่ปากด้านในเท่านั้น และให้ใช้ลิปกลอสทาริมฝีปากด้านนอกให้ดูเป็นธรรมชาติ


ที่มา: http://www.zheza.com/

การแต่งหน้าเจ้าสาวตามรูปหน้า




แต่งหน้าเจ้าสาวให้รับกับรูปหน้าจะช่วยเสริมความสง่าให้กับบุคลิกได้อย่างน่ามหัศจรรย์ทีเดียว

รูปหน้ากลม
รูปหน้าแบบนี้ทั้งหน้าผาก แก้ม คาง เกือบทุกส่วนจะผสานกันเป็นทรงกลมไปหมด ซึ่งอาจทำให้ใบหน้าดูราบเรียบ ปราศจากจุดเด่น เนื่องจากความอวบอิ่มบนใบหน้าได้กลบความโดดเด่นของโหนกแก้มไปด้วยนั่นเอง

วิธีแต่งหน้า
- ต้องเน้นให้ใบหน้าดูไม่ราบเรียบ โดยไฮไลท์เน้นๆ แถวโหนกคิ้วและโหนกแก้ม

- ใช้ Brusher สีสว่างแต่งแก้มและคิ้วอ่อนๆ โดยปัดลงบนโหนกแก้ม เพื่อทำให้ใบหน้าดูเรียวขึ้น

- ปัด Brush On สีเข้มแรเงาบริเวณกรามไล่ลงมาทางคาง

- ทาปากด้วย Lip Stick โทนสีอ่อน เพื่อให้ริมฝีปากดูอวบอิ่มมากขึ้น



หน้ารูปไข่
เป็นหน้าที่ได้สัดส่วนของระยะห่างจากโคนผมถึงคิ้ว คิ้วถึงปลายจมูกและจมูกถึงคางเท่ากันโหนกแก้มเรียวเป็นรูปไข่ลงมาถึงคางหน้าผากจะกว้างกว่ากรามเล็กน้อย

วิธีแต่งหน้า
- แต่งหน้าเพื่อเน้นให้เห็นโครงสร้างของใบหน้าให้ชัดใช้ Brusher แบบครีมปัดแถวกลางแก้ม โดยปัดขึ้นในทิศทางที่เข้าหาขมับหรือปัดแก้มเป็นรูปสี่เหลี่ยมด้านขนาน เริ่มต้นจากแนวกึ่งกลางตาดำแล้วเฉียงออกไปทางใบหู

- หากท่านที่มีโครงหน้าเล็ก ควรใช้ดินสอเขียนขอบตาเน้นความคมเข้มของดวงตาและเติมความมั่นใจด้วย Lip Gross หรือ Lip Stick สีเข้มแต่งแต้มริมฝีปาก



รูปหน้าสี่เหลี่ยมหรือผืนผ้า
โครงหน้าที่เห็นชัดเจนด้วยกระดูกขากรรไกรที่เป็นทรงสี่เหลี่ยม บริเวณแก้มและหน้าผากจะใกล้เคียงกัน และความกว้างของหน้าผากและขากรรไกรนั้นก็ใกล้เคียงกัน

วิธีแต่งหน้า
- ทาครีมรองพื้นตามปกติ และควรทาครีมรองพื้นสีเข้มตามแนวโค้งของขมับทั้งสองข้างและขากรรไกรเพื่อเป็นการลดขนาดของขากรรไกร

- ใช้ Brusher สีสว่างที่โหนกแก้ม ปัดแก้มขนานกับใบหูโดยปัดเข้ามาในส่วนกลางของแก้มเพื่อลดขนาดใบหน้าให้ดูเรียว จากนั้นแรเงาด้วยสีเข้มไล่บริเวณคางขึ้นไปจนถึงกึ่งกลางกรามใกล้ใบหูเพิ่มมิติให้กับใบหน้า

- จากนั้นดัดขนตาแล้วปัดทับด้วยมาสคาร่าเพื่อเพิ่มความโดดเด่น

- ใช้ Lip Gross สีชมพู แต้มริมฝีปากให้ดูชุ่มชื่น



หน้ารูปหัวใจ
บริเวณหน้าผากจะเป็นส่วนที่กว้างที่สุดของใบหน้าซึ่งรูปหน้าจะมีลักษณะเรียวยาวลงมาจนถึงแก้ม ส่วนบริเวณคางนั้นจะค่อยๆ แคบลงและจะมีโหนกแก้มที่เด่นนูนออกมา

วิธีแต่งหน้า
- ทาครีมรองพื้นตามปกติ และใช้ครีมรองพื้นที่สีเข้มกว่าผิว เน้นบริเวณขมับทั้งสองข้างและบริเวณขากรรมไกร แต่สีรองพื้นนั้นจะต้องเป็นสีที่อ่อนกว่าบริเวณขมับเล็กน้อยเพื่อจะทำให้รูปหน้านั้นได้รูป

- การปัดแก้มนั้นควรเริ่มที่ฐานสามเหลี่ยมบริเวณโหนกแก้ม แล้วปัดปลายเฉียงไปตามแนวไรผมเพื่อความกลมกลืนให้เข้ากับใบหน้า



รูปหน้ายาว
จุดเด่นบนใบหน้าคือการมีคางหรือหน้าผากที่ยาว

วิธีแต่งหน้า
- ทาครีมรองพื้นตามปกติ

- เพิ่มความกว้างของใบหน้าด้ายการใช้ Brusher สีที่สว่างปัดจากบริเวณโหนกแก้มไปยังใบหู แรเงาตามแนวกว้างของหน้าผาก ไรผม และคาง จะช่วยให้ใบหน้าดูกว้างขึ้น

- ไม่ควรใช้ Brusher สีบรอนซ์ เพราะจะทำให้ใบหน้าคุณดูยาวขึ้นกว่าเดิมอีก

- ควรปัดมาสคาร่าเพื่อให้ขนตานั้นงอนงาม

- เติมริมฝีปากด้วย Lip Gross สีชมพูอ่อนเพื่อเพิ่มความสว่างสดใสให้กับใบหน้า.



เทคนิคการแต่งตาเจ้าสาว
รูปตาย้อย
เกลี่ยที่ทาตาสีอ่อนจากขอบตาจนถึงคิ้ว ใช้ดินสอเขียนขอบตาด้านบน ในทิศทางทแยงมุมขึ้นข้างบน จนถึงมุมตาด้านนอก จากเส้นนี้ให้ทาอายแชร์โดว์ สีเข้มบริเวณชั้นตา โดยเริ่มจากมุมตาด้านนอก เกลี่ยขึ้นข้างบนและเกลี่ยเข้าข้างในประมาณ 3/4 ของดวงตา ใช้ดินสอเขียนขอบตาเขียนขอบตาด้านล่างเป็นเส้นบางๆ และเกลี่ยให้เรียบร้อย จากนั้นปัดมาสคาร่าซ้ำเป็นครั้งที่ 2 ที่หัวตา

รูปตาอูม
เกลี่ยอายแชร์โดวสีกลางจากขอบตาจนถึงคิ้ว แล้วทาสีเข้มกว่าตามขอบตาด้านบน จากนั้นค่อยๆ เกลี่ยไปตามมุมตาด้านนอก ทาอายแชร์โดว์สีเดียวกันนี้ที่ขอบตาด้านล่าง เกลี่ยสีเข้มกว่าที่เปลือกตาเพื่อทำให้แลดูเล็กลง โดยเริ่มจากด้านล่างของชั้นตาธรรมชาติ ไม่ควรเริ่มที่ชั้นตาพอดี ใช้ดินสอเขียนขอบตาเขียนที่ขอบตาด้านบน และค่อยๆ วาดเส้นหนาขึ้นเรื่อยๆ ที่มุมตาด้านนอก เขียนขอบตาด้านล่างและเกลี่ยให้เรียบร้อย จากนั้นปัดมาสคาร่าซ้ำ 2 ครั้ง

รูปตาชิด
เกลี่ยอายแชร์โดว์สีอ่อนจากขอบตาจนถึงคิ้ว แล้วทาสีเข้มที่มุมด้านนอกของดวงตา โดยไล่จากขอบตาถึงโหนกคิ้ว สีเข้มที่สุดควรอยู่บริเวณขอบตา และเกลี่ยให้กลมกลืนไปจนถึงโหนกคิ้ว ใช้ดินสอเขียนขอบตาเขียนขอบตาด้านบนและด้านล่าง สำหรับด้านบนให้ยกปลายหางตาขึ้น เส้นบริเวณมุมหัวตาด้านในจะต้องเรียวบาง และค่อยๆ หนาขึ้นที่มุมตาด้านนอก ปัดมาสคาร่าและปัดซ้ำเป็นครั้งที่ 2 ที่ขนตาด้านนอก เพื่อเน้นให้เด่นกว่ามุมหัวตาด้านใน

รูปตาห่าง
เกลี่ยอายแชร์โดว์สีอ่อนจากขอบตาถึงคิ้ว ทาครีมรองพื้นสีเข้มที่มุมหัวตาด้านใน จากขอบตาถึงโหนกคิ้ว สีเข้มที่สุดควรอยู่ที่บริเวณขอบตา และเกลี่ยให้กลมกลืนไปจนถึงโหนกคิ้ว จากนั้นใช้ดินสอเขียนขอบตาเขียนขอบตาด้านบนและด้านล่าง เส้นบริเวณมุมหัวตาด้านในจะต้องหนาและค่อยๆ บางลงตรงมุมตาด้านนอก ปัดมาสคาร่า และปัดซ้ำเป็นครั้งที่ 2 ที่หัวตาด้านใน เพื่อเน้นให้เด่นกว่ามุมตาด้านนอก

รูปตาลึก
เกลี่ยอายแชร์โดว์สีอ่อนจากขอบตาจนถึงคิ้ว ทาสีตากลางบริเวณรอยพับของเปลือกตา ไปจนถึงโหนกคิ้ว และเกลี่ยให้เรียบ ใช้ดินสอเขียนขอบตาสีกลางเขียนขอบตาด้านบน โดยเริ่มจากมุมหัวตาด้านใน ไปจนถึงมุมตาด้านนอก เขียนขอบตาด้านล่างและเกลี่ยให้เรียบ ปัดมาสคาร่า และปัดซ้ำเป็นครั้งที่ 2 ที่ขนตาด้านนอก

รูปตาห้อย
เลี่ยงการใช้อายแชร์โดว์เฉดสีมุก แต่เปลี่ยนมาใช้สีอ่อน (สีด้าน) แทน โดยเกลี่ยจากขอบตาจนถึงคิ้ว ทาอายแชร์โดว์สีกลางบริเวณที่มีเนื้อห้อยลงมา และเกลี่ยไปจนถึงโหนกคิ้วเขียนเส้นบางๆ ที่ขอบตาด้านล่าง เพื่อเบนความสนใจจากบริเวณเปลือกตาด้านบน และเกลี่ยให้เรียบ ปัดมาสคาร่า 2 ครั้ง

รูปตาโปน
เกลี่ยอายแชร์โดว์สีกลางจากขอบตาจนถึงคิ้ว ทาอายแชร์โดว์สีเข้มบริเวณขอบตาด้านบน แรเงาไปตามแนวขอบตา เพื่อไม่ให้เกิดเส้นคมชัดขึ้นมา ควรทาอายแชร์โดว์สีเข้มบริเวณเปลือกตาทั้งหมด จากนั้นทาสีอ่อนกว่าบริเวณใต้คิ้ว และเกลี่ยให้เรียบ ปัดมาสคาร่า 2 ครั้ง ที่สำคัญห้ามใช้สีสดใสที่เป็นสีอ่อนเด็ดขาด เพราะจะยิ่งทำให้ดวงตาแลดูเด่นยิ่งขึ้น ควรใช้สีด้านแทน

รูปตาเล็ก
เกลี่ยอายแชร์โดว์สีอ่อนจากขอบตาจนถึงคิ้ว เลือกเฉดสีที่อ่อนกว่าสีผิวเล็กน้อย จากนั้นทาสีกลางบริเวณชั้นตา เกลี่ยขึ้นไปจนถึงโหนกคิ้ว ใช้ดินสอเขียนขอบตาเขียนขอบตาด้านบนเรื่อยไปจนถึงขอบตาด้านนอก เขียนขอบตาล่างด้วยสีกลางเป็นเส้นบางๆ และเกลี่ยให้เรียบ ปัดมาสคาร่า 2 ครั้ง

ที่มา : http://www.weddingmakmy.com/